คำขวัญประจำจังหวัด
"เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง"
ตราประจำจังหวัด
ตราประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วยเพชรกับภูเขาและไร่ยาสูบ อยู่ในรูปวงกลมมี ลายกนกไทยล้อม โดยรอบ เพชรเจียรนัยเป็นรูปหัวแหวน รูปคล้ายสามเหลี่ยมหัวกลับลงดินลอยอยู่บนท้องฟ้า เหนือภูเขา พื้นดินเป็น ไร่ยาสูบ และมีอักษรเขียนว่า “จังหวัดเพชรบูรณ์"

สถานท่องเที่ยว
อำเภอเมืองเพชรบูรณ์
เสาหลักเมืองเพชรบูรณ์ (ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง)






ศาลหลักเมืองนครบาลเพชรบูรณ์





พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก







อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ


เป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะเขมร หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ลักษณะของปรางค์สร้างด้วยอิฐและศิลาแลง ส่วนฐานล่างก่อด้วยศิลาแลง เป็นฐานบัวลูกฟักแบบเดียวกับ สถาปัตยกรรมเขมรทั่ว ๆ ไป เรือนธาตุก่อด้วยอิฐ ในการขุดค้นบริเวณนี้ พบชิ้นส่วนทับหลังรูปลาย สลักราวพุทธศตวรรษที่ 16 –17 ซึ่งน่าจะเป็นการสร้างเพิ่มหลังจากโบราณ สถานเขาคลังใน ต่อมาประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 มีการพยายามจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ แต่ไม่สำเร็จ โดยได้พบชิ้นส่วนทิ้งกระจัดกระจาย



เสาหลักเมืองเพชรบูรณ์ (ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง)
- เป็นเมืองวัฒนธรรมแบบทวารวดี และขอม สันนิฐานว่ามีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11-12 ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 17-18 เสาหลักเมืองเพชรบูรณ์ จึงถือว่าเป็นเสาหลักเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
วัดมหาธาตุ
- วัดมหาธาตุ มีพระเจดีย์ ทรงพุ่ม ข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย สูง ประมาณ 4 วาเศษ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า วัดนี้คงสร้างมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. 2510 ทางกรมศิลปกรได้บูรณะพระเจดีย์องค์นี้ ได้ขุดพบลานทองจารึกใน พระเจดีย์องค์ใหญ่ หลังพระอุโบสถ และได้นำ โบราณวัตถุที่บรรจุเจดีย์นั้นขึ้นมาด้วย มีสิ่งหนึ่งที่ได้มาพร้อมกับพระเครื่อง พระบูชา เป็นรูปช้าง รูปหมู ในท้องหมูมีลานทองจาลึกอยู่ 3 แผ่น มีข้อความตามจารึกว่า "พระเจ้าเพชรบุรเป็นลูกพระญาอนรงปรดิสถาแล" เขียน เป็นคำปัจจุบันได้ "พระ เจ้าเพชรบุรเป็นลูก พระยาอันรงประดิษฐานไว้" จึงทำให้เราทราบว่า "เพชรบูรณ์" แต่เดิมนั้นเป็น "เพชรบุร"
วัดไตรภูมิ
- เป็นวัดเก่าแก่ และเป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธรูปคู่บ้าน คู่เมือง ของจังหวัดเพชรบูรณ์ พระพุทธมหา ธรรมราชาเป็นพระพุทธรูป ทรงเครื่องสมัยลพบุรี ชาวบ้านพบในแม่น้ำป่าสักที่หน้าวัด จึงได้อันเชิญมาประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ อีกทั้งวัดนี้ยังเป็น สถานที่จัดประเพณีอุ้มพระดำน้ำอีกด้วย
อุทยานแห่งชาติตาดหมอก
- อุทยานแห่งชาติตาดหมอก สังกัดหน่วยงานส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งอยู่ หมู่ที่ 6 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ พื้นที่มีพรรณไม้ และสัตว์ป่าหลากหลายชนิด และยังเป็นแหล่งต้นน้ำ ที่สำคัญของแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำชี โดยได้ทำการสำรวจเพื่อจัดเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อกลางปี พ.ศ.2532 และได้รับประกาศจัดตั้งเป็น อุทยานแห่งชาติตามพระราชกฤษฏีกา เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2541 และประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 115 ตอนที่ 78 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2541 เป็นลำดับที่ 87 ของการตั้งอุทยานแห่งชาติ
- ลักษณะภูมิประเทศ
โดยทั่วไปแล้วลักษณะภูมิประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาชันสลับชับซ้อน สภาพป่าส่วนใหญ่จะเป็นป่าดงดิบ ขึ้นปกคลุมบริเวณยอดเขา ทำให้เกิดเป็นแหล่งน้ำ เช่น น้ำตกตาดหมอก น้ำตกสองนาง ลำด้วยบง ลำห้วยน้ำน้อย ห้วยน้ำเลา ห้วยอีมาย ฯลฯ
- ทรัพยากรป่าไม้
1. ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) เป็นป่าที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าชนิดนี้ ได้แก่ ไม้ในวงศ์ก่อ เช่น ก่อสีเสียด ก่อตาหมู สนสามพันปี ยอมหอม กำลังเสือโคร่ง อบเชย ส่วนไม้พื้นล่างมักเป็นพวกเฟริน์ กล้วยไม้ดิน มอสต่าง ๆ
2. ป่าดิบแห้ง (DRY Evergreen Forest) เป็นป่าที่สูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 300-600 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าชนิดนี้ ได้แก่ กระบาก ยาง ตะเคียน มะค่าโมง ปออีเก้ง ลำพู กระเบา มะไฟป่า ฯลฯ พืชชั้นล่าง ได้แก่ พวก ปาล์ม หวาย ดาว ขิง ข่าต่างๆ
3. ป่าเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest) ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าโปร่ง มีหญ้าและไม้ไผ่ชนิดต่างๆ ขึ้นอยู่ทั่วไป พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง มะค่า ฯลฯ
4. ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าโปร่งมีไม้ขนาดกลางเป็นจำนวนมาก พิ้นป่าไม้รกทึบมีไม้ไผ่ ชนิดต่างๆ ขึ้นอยู่มาก พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ สัก แดง ประดู่ ชิงชัน ตะแบก พืชชั้นล่างประกอบด้วย ไผ่ชนิดต่างๆ และหญ้า
- สัตว์ป่าสัตว์ป่าที่สำคัญ ได้แก่ หมูป่า ไก่ป่า หมี อีเห็น กระต่าย เก้ง เลียงผา ลิง นกชนิดต่าง ๆ
อ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง
- อ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง เป็นอ่างเก็บน้ำชลประทานห้วยป่าแดง สร้างกั้นลำห้วยป่าแดง อยู่ทางด้านทิศ ตะวันตกของ ตัวเมืองเพชรบูรณ์ ประมาณ 8 กิโลเมตร ขณะนี้สร้างเสร็จแล้วและทำการเก็บน้ำมาตั้งแต่ปี 2518 การก่อสร้าง เป็นทำนบดิน มีความสูง 26 เมตร สันทำนบกว้าง 8 เมตร ยาว 1,360 เมตร เริ่มดำเนินการก่อสร้าง มา ตั้งแต่ปี 2512 ใช้งบประมาณ 60 ล้านบาท พื้นที่กักน้ำ 1,800 ไร่ ปริมาณน้ำ 20.7 ล้านลูกบาศก์เมตร มีคลองส่งน้ำ 6 สาย ยาว 35 ก.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 16,950 ไร่ ปริมาณน้ำส่งได้วันละ 10,000 ลบ.ม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม จะมีนักทัศนาจร ไปเที่ยวเป็นประจำ
- วัตถุประสงค์ในการก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองฝั่งของ ลำห้วยป่าแดง ในเขตตำบลป่าเลา ตำบลสะเดียง อำเภอเมือง เพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และตำบลใกล้เคียง ได้รับความเดือดร้อน เพราะ ขาดแคลนน้ำทำนา โดยเฉพาะตอนต้นและปลาย ฤดูทำนาการทำนา ในบริเวณดังกล่าวต้องอาศัยน้ำฝน ตามธรรมชาติกับน้ำ ที่ทดจากห้วย ซึ่งไม่สู้จะได้ผลดีนัก เพราะลมฟ้าอากาศ วิปริตผันแปรอยู่เสมอ เมื่อฝนตกหนักน้ำจะไหลลงมาอย่างรุนแรง ทำให้ฝายราษฎรที่ทำไว้ชำรุดพังไป เมื่อฝนหยุดน้ำก็จะแห้ง ฮวบฮาบไปการจะก่อสร้างฝายให้มั่นคง แข็งแรง ก็ต้องใช้เงินมาก เกินขีดความสามารถที่ราษฎร จะดำเนินการเองได้ ด้วยเหตุดังกล่าวโครงการ อ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง จึงได้ก่อสร้างขึ้น โดยวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาเดือดร้อน ของราษฎรดังกล่าว และนอกจากนี้ยังได้อาศัยน้ำเก็บกักไว้ในการประปา เขตอำเภอเมือง เพชรบูรณ์ โดยส่งน้ำไปตามคลอง ส่งน้ำ สายใหญ่ฝั่งซ้ายลง สู่แหล่งน้ำหนองนารี เพื่อการประปา และการอุตสาหกรรม อ่างเก็บน้ำชล ประทาน ห้วยป่าแดง
- รถยนต์ส่วนตัว จากตัวเมืองเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 ถึงสี่แยกไฟแดง (มีป้ายบอกไปอ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง) ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 8 กิโลเมตร จะพบสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 500 เมตร จะถึงสี่แยกเล็กๆ ให้เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 800 เมตร ก็ถึงอ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง นำรถยนต์ขึ้นไปบนสันเขื่อนทางด้ายซ้ายได้ และจอดรถหน้าร้านค้าได้
- รถโดยสารประจำทาง นั่งรถสายเพชรบูรณ์ - ป่าแดง แล้วเดินเข้าไปอ่างเก็บน้ำประมาณ 500 เมตร
อ่างเก็บน้ำห้วยเฉลียงลับ
อำเภอหล่มสัก
- ที่ตั้งบ้านเฉลียงลับ ตำบลเฉลียงลับ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์
- อ่างเก็บน้ำเฉลียงลับ เป็นอ่างเก็บน้ำชลประทาน แนวสันเขื่อนยาวประมาณ 2 กิโลเมตร สร้างกั้นลำห้วยเฉลียงลับ ในเขต ตำบลเฉลียงลับ อำเภอเมือง เพชรบูรณ์ อยู่ห่างจากทางขึ้นน้ำตกตาดหมอกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นอ่างเก็บน้ำที่อยู่บนที่สูง มีสัตว์น้ำมากมาย เหมาะสำหรับเป็นที่ตกปลา พักผ่อน ออกกำลังกายในช่วงเย็นๆ
ศาลหลักเมืองนครบาลเพชรบูรณ์
- หลักเมืองนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2487 สมัยที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนด ระเบียบบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พ.ศ.2487 เป็นหลักเมืองที่ทำด้วยซีเมนต์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายยกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เป็นประธานกระทำพิธีฝัง เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2487 ซึ่งปัจจุบันหลักฐานที่แสงว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นประธานกระทำพิธีฝังหลักเมืองก็ยังมีอยู่ที่ศาลหลักเมือง โดยมีภาพถ่ายของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขณะที่กำลังจะทำพิธีฝังหลักเมือง และมีข้อความเขียนบรรยาย บอกไว้ว่า "จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายยกรัฐมนตรีได้เป็นประธาน กระทำพิธีฝัง เมื่อวันที่ 23 เมาายน 2487" ปัจจุบันหลักเมืองนี้ ได้สร้างเป็นศาลหลักเมืองนครบาลเพชรบูรณ์
- เสาหลักเมือง เป็นเสาหินสูงเท่ากับหลักกิโลเมตร ซึ่งใช้เป็นหลักเมืองในการสร้างนครบาลเพชรบูรณ์ ประดิษฐ์อยู่ภายในมณฑป รอบยริเวณตกแต่งเป็นสวนหย่อมปลูกไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม มีที่นั่งพักผ่อนและออกกำลังกาย
- อนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่ตรงกันข้ามกับหลักเมือง เป็นรูปหล่อด้วยโลหะขนาดเท่าตัวจริงในท่ายืน ถือเป็นบุคคลที่สำคัญในการสร้างเมืองเพชรบูรณ์
อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง
- พ่อขุนผาเมือง วีระกษัตริย์ที่ชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวจังหวัดเพชรบูรณ์เคารพสักการะ เพื่อระลึกถึงเกียรติคุณความดีวีระกรรม ความกล้าหาญ ความเสียสละ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอาณาจักร สุโขทัยร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาว จากศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) ระบุว่า บรรพบุรุษของพ่อขุนผาเมืองคือ พ่อขุนศรีนาวนำถม ซึ่งครอบครองเมืองสุโขทัย และศรีสัชนาลัย มีโอรสและธิดา 2 องค์ คือ พ่อขุนผาเมือง และนางเสือง ส่วนบรรพบุรุษของขุนบางกลางหาว ทราบแต่เพียงว่าครองเมืองบางยางต่อมาพ่อขุนศรีนาวนำถม จึงยกนางเสืองให้อภิเษกสมรสกับพ่อขุนบางกลางหาว ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อขุนผาเมือง กับพ่อขุน บางกลางหาวนอกจากจะเป็นเพื่อนสนิทกันแล้ว ยังเกี่ยวดองเป็นญาติกันอีกด้วย
เมื่อพ่อขุนศรีนาวนำถมสิ้นพระชนม์แล้ว ขอมสบาดโขลญลำพง เชื่อว่าเป็นขุนนางเขมร ที่ถูกส่งมาดูแลศาสนสถาน ประจำเมืองสุโขทัย เข้ายึดเมืองสุโขทัย แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์ ครั้งนั้นพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด ซึ่งเป็นโอรสองค์โตของพ่อขุนศรีนาวนำถม ได้ร่วมมือ กับพระสหาย คือ พ่อขุนบางกลางหาวเจ้าเมืองบางยาง เข้าตียึดเมืองสุโขทัย และขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพง โดยที่พ่อขุนผาเมืองเป็นทัพ หนุนให้พ่อขุนบางกลางหาว แต่เมื่อพ่อขุนบางกลางหาวจะเสียที จึงร้องขอให้พ่อขุนผาเมือง มาช่วยตีกระหนาบขอม สบาดโขลญลำพง จนพ่ายแพ้ไป
เมื่อขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพงออกไปแล้ว พ่อขุนผาเมือง จึงอัญเชิญพ่อขุนบางกลางหาวเข้าครองเมืองสุโขทัย โดยสถาปนา พ่อขุนบางกลางหาว ครองเมืองสุโขทัย พร้อมมอบพระขรรค์ชัยศรี และพระนามพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นปฐมบรมกษัตริย์ ราชวงศ์พระร่วงที่ครอง เมืองสุโขทัยสืบมา เมื่อเสร็จศึกกับขอมสบาดโขลญลำพงแล้ว พ่อขุนผาเมืองได้อภิเษกกับนางสิงขรมหาเทวี พระราชธิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอมที่ครองกรุงยโสธรนครธม
นักประวัติศาสตร์บางท่านให้ข้อสันนิษฐาน ที่น่าเป็นไปได้ว่าสาเหตุที่พ่อขุนผาเมืองไปยอมปกครองเมืองสุโขทัย อาจเป็นเพราะคนไทย ต้องการหลุดพ้นจากอำนาจขอม ประกอบกับพ่อขุนผาเมืองมีฐานะเป็นลูกเขยของกษัตริย์ขอม จึงจำเป็นหลีกทางให้พ่อขุนบางกลางหาว และเหตุผลอีกประการหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าเมืองราดนั้น อาจจะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเขตอิทธิพลขอม พ่อขุนผาเมืองจึงจำเป็นต้อง กลับมาเมืองราด เพื่อป้องกันการรุกรานจากขอม หลังจากนั้นเรื่องราวของพ่อขุนผาเมืองก็เลือนไปจากบันทึก ประวัติศาสตร์
ข้อสันนิษฐานว่าเมืองราดอยู่ที่ใดนั้น ยังไม่มีหลักฐานและหาข้อสรุปได้ นักวิชาการบางท่านได้ให้ความเห็นว่า เมืองราดน่าจะอยู่ บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก มากกว่าบริเวณอื่น ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น จากศิลาจารึกหลักที่ 2 ได้ระบุว่าพ่อขุนบางกลางหาว กับพ่อขุนผาเมืองได้ ปรึกษาหารือร่วมกันในการเข้าตียึดเมืองสุโขทัย ซึ่งควรที่จะมีการติดต่อสื่อสารกันบ่อย ๆ ฉะนั้นเมืองราด และเมืองบางยางไม่ควรจะอยู่ห่างกันมากนัก และจากข้อความในศิลาจารึกก็ได้ระบุว่า กองทัพของพ่อขุนทั้งสองได้แยกกันเข้าตีเมืองสุโขทัย โดยที่พ่อขุนบางกลางหาวเขาตีทางด้านทิศเหนือ และยึดเมืองศรีสัชนาลัยไว้ได้ ส่วนพ่อขุนผาเมืองบุกเข้าตีทางด้านใต้เมืองสุโขทัย โดยยกผ่านเมืองบางขลง (สันนิษฐานว่าอยู่บริเวณเมืองนครสวรรค์) ก็ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าเมืองราดอยู่บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก แต่คงไม่ใช่เมืองศรีเทพ เพราะหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบไม่สอดคล้องกัน
วนอุทยานน้ำตกธารทิพย์
"น้ำตกธารทิพย์" หรือชื่อเรียกอีกนัยหนึ่งว่า "น้ำตกหมูบูด" เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และชาวเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะสภาพตัวน้ำตก เป็นน้ำตกชั้นเดียว สูงประมาณ 26 เมตร กว้างราว 30 เมตร มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สวยงามตระการตา และยังเป็น ต้นน้ำของห้วยน้ำคล้าอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดธารน้ำไหล จนกลายเป็นน้ำตก ชั้นเล็กๆ ลดหลั่นไป ตลอดสาย ขณะเดียวกันตามลำธารดังกล่าว ยังเต็มไปด้วย ตาดน้ำ แก่งหิน ลดหลั่นกันไปเป็นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร จนแลดูสวยงาม และเต็มไปด้วยบรรยากาศ ของกลิ่นไอธรรมชาติ ที่ร่มรื่น โดยชื่อ "น้ำตกธารทิพย์" นั้น ถูกตั้งขึ้นตามชื่อ หมู่บ้านธารทิพย์ โดยแต่ก่อนนั้น หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า บ้านหมูบูด ส่วนสาเหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้ก็ จากที่มีเรื่องเล่าว่า มีหญิงสาวของ หมู่บ้านนี้ แต่งงานกับ หนุ่มบ้านอื่น โดยมีการเตรียม จัดงานเลี้ยงรื่นเริงกัน และมีการฆ่าหมูฆ่าไก่มา เตรียมทำอาหารรับประทานกัน แต่ปรากฎว่าสาวบ้านนี้ รอเท่าไหร่ หนุ่มก็ไม่มากระทั่งเวลา ผ่านเลยไปจนหมูที่เตรียมไว้ทำอาหารเกิด อาการบูดเสียขึ้น จนกลายเป็นที่มาของชื่อ หมู่บ้านและน้ำตกแห่งนี้
ต่อมาภายหลังได้มีการ เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ ทำให้ชื่อน้ำตกพลอยได้รับการเปลี่ยนตามไปด้วย กระทั่งปี 2537 นายปัญญา บุญสมบูรณ์ ป่าไม้จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการ สำรวจเบื้องต้น และรายงานให้ ทางกรมป่าไม้ทราบ จนเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 กรมป่าไม้ อนุมัติให้จัดตั้งเป็น "วนอุทยานน้ำตกธารทิพย์" โดยมีพื้นที่ ครอบคลุม ประมาณ 8,750 ไร่ หรือ 12 ตารางกิโลเมตร
ความโดดเด่นของ น้ำตกธารทิพย์นั้น นอกจากจะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ แล้วสภาพโดยรอบ น้ำตกยังเต็มไปด้วย ป่าไม้นานาพรรณทั้ง ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ขณะเดียวกันสภาพป่า ยังมีความอุดมสมบูรณ์ ค่อนข้างมาก สำหรับเส้นทางเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตกธารทิพย์นั้น จากป้อมเจ้าหน้าที่ วนอุทยานฯไปถึงตัวน้ำตกมีระยะทางยาว 1.2 กิโลเมตร และตลอดเส้นทางจะมีจุด ให้ศึกษาธรรมชาติ และระบบนิเวศน์โดยตลอด ส่วนสายน้ำที่ไหลตกจากหน้าผา จนทำให้กลายเป็นน้ำตกนั้น เนื่องจากเป็นน้ำที่เกิดจากน้ำผุด จึงทำให้มีน้ำไหล ต่อเนื่องกันตลอดทั้งปี โดยเฉพาะแอ่งน้ำใต้ น้ำตกนั้นมีสภาพไม่ลึกจัด ทั้งที่เป็นแอ่งใหญ่ มีหาดทราย ทำให้ผู้ที่เดินทางไปเยือนมัก จะอดไม่ได้ที่ต้องลงไปสัมผัส กับสายน้ำที่เยือกเย็นของน้ำตกแห่งนี้
นอกจากนี้มีน้ำตกอื่นเป็นองค์ประกอบ สำคัญประกอบน้ำตกขั้นบันได ซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยงามไม่แพ้กัน เนื่องจากสายน้ำที่ไหล ตกกระทบกับแก่งหิน ในลักษณะที่เป็นขั้นบันได จำนวนกว่า 10 ขั้น ทำให้น้ำตกขั้นบันไดเป็นน้ำตก ที่ได้รับความสนใจ จากนักท่องเที่ยวไม่แพ้กัน โดยเส้นทางไปน้ำตกขั้นบันได จะมีเส้นทางเดินเท้าแยกจากเส้นทางไปน้ำตกธารทิพย์ ระยะทางราว 400 เมตร แต่ทางขึ้นจะค่อนข้างลำบาก เพราะทางลาดชัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายบรรดานักท่องเที่ยว ห่างจากที่ทำการวนอุทยานราว 5 กิโลเมตร
(วนอุทยานฯ มุมล่างด้านซ้าย)
- วังน้ำริน
จะมีลักษณะคล้ายรูปหัวช้าง เป็นแหล่งกำเนิดเฟิร์นชนิดต่างๆ เช่น เฟิร์นรังนก เฟิร์นก้านดำ ห่างจากที่ทำการวนอุทยานราว 0.8 กิโลเมตรน้ำตกแก่งไทร เป็นน้ำตกสาขาจาก น้ำตกธารทิพย์ และมีขนาดเล็ก แต่มีความสวยงามไปอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะสายน้ำ ที่ตกกระทบแก่งหิน แม้จะไม่สูงก็ตาม แต่ก็ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ในการที่จะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก - แก่งผาเอียง
เป็นแก่งหินที่มีสายน้ำไหลซัดเซาะ เลาะเลี้ยวไปตามโขดหิน ที่แม้จะดูระเกะระกะเต็ม พรืดไปทั่วทั้งสายธารก็ตาม แต่เมื่อสาย น้ำไหล ไปกระทบกับโขดหินเหล่านี้ กลับกลาย เป็นภาพที่ชวนมองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเป็นอีกจุดที่ นักท่องเที่ยวนิยมนั่ง พักผ่อนชื่น ชมธรรมชาติ - ตาดชมพู
เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจอีกจุด ซึ่งอยู่ใต้แก่งผาเอียง เนื่องจากมีสภาพเป็นลานหินกว้าง และมีสายน้ำที่ไหลจาก ตัวน้ำตก ไหลผ่านเป็นสายธาร ทำให้ตาดชมพู่ซึ่งตั้งชื่อตาม ต้นชมพู่ขนาดใหญ่ที่อยู่ริมธาร กลายเป็นจุดที่ สร้างความสนใจ แก่นักท่องเที่ยว ได้เป็นอย่างดี - แก่งมะเดื่อ
จากแก่งกินและโขดหินที่โผล่พ้นอยู่กลางสายธาร ท้าทายสายน้ำที่ไหลกระทบแบบชั่วนาตาปี ทำให้แก่งมะเดื่อ ที่จุดที่สร้างความ ตื่นตา ให้กับนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย - แก่งน้ำวิ่ง
แค่ชื่อของแก่งนี้ก็บ่งชี้อยู่แล้วว่า สายน้ำที่ไหลซัดเซาะไปตามโขดหิน มีความน่าเกรงขามเพียงไรที่สำคัญ เป็นจุดแรกที่เรียก ความสนใจ ให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็น อย่างดี ก่อนที่จะเข้าไปเยือนน้ำตกธารทิพย์
- จุดกางเต็นท์
อยู่บริเวณด้านทิศตะวันออก ของที่ทำการวนอุทยานฯ สามารถรองรับเต็นท์นักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 300 หลัง มีความร่มรื่น เนื่องจากอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่มีธารน้ำที่ไหลจาก น้ำตกธารทิพย์อยู่บริเวณข้างๆ ทำให้จุดกางเต็นท์ บริเวณนี้รอบบริเวณ เต็มไปด้วยสภาพธรรมชาติ และสามารถที่จะใช้กล้องสอง ตาส่องดูนกในบริเวณนี้ได้อีกด้วย เนื่องจากวนอุทยาน น้ำตก ธารทิพย์เพิ่ง ประกาศจัดตั้งได้ไม่นาน ทำให้ยังไม่มีบริการบ้านพัก รับรองนักท่องเที่ยว การพักค้างแรมภายใน วนอุทยานฯ ทำได้โดยการ พักเต็นท์เท่านั้น ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความสะดวก แก่นักท่องเที่ยวที่มีความ ประสงค์จะเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวและพักค้างแรม ควรที่จะนำเต็นท์ที่พักติดเข้าไปด้วย
ถ้ำฤาษีสมบัติ
- ถ้ำนี้มีรูปปั้นฤาษี จึงได้ชื่อว่า ถ้ำฤาษี ถ้ำนี้จึงมีความน่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สั่งให้เคลื่อนย้ายทองคำแท่ง จำนวนมากจากกระทรวงการคลัง กรุงเทพฯ นำมาเก็บซ่อนไว้ที่นี้ ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำเขาหินปูน บริเวณทางเข้ามีบันไดพญานาคขนาบทั้งสองข้าง นอกถ้ำมีซากป้อมปืนใหญ่ตั้งอยู่ในดงไม้ เพื่อป้องกันทรัพย์สมบัติที่ย้ายมาจากกระทรวงการคลัง ภายในถ้ำมีไฟฟ้า สว่างพอที่จะเห็นร่องรอยที่เก็บช่อนสมบัติ และมีรูปปั้นฤาษีและพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่
อำเภอเขาค้อ
- เขาค้อ ขอต้อนรับทุกท่านผ่านประตูสู่แหล่งท่องเที่ยว ตามธรรมชาติที่สวยงามจนได้ชื่อว่า สวิสเซอร์แลนด์ เมืองไทย ณ เขาค้อ สถานที่แห่งนี้ มีมนต์เสน่ห์ที่เราอยากให้ท่านมาเยือน และมาชื่นชมกับความงามตามธรรมชาติ น้ำตกที่สวยงาม ประวัติศาสตร์ที่คนไทยทุกคนต้องจารึกอนุสาวรีย์ และซากอดีตแห่งความความขัดแย้ง ของลัทธิการเมือง พระตำหนักเขาค้อ ภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง สัมผัสทุ่งหญ้าสวัลนา ในเมืองไทย ทะเลสายหมอก ความงดงามเหล่านี้คุณสามารถแสวงหาได้ทุกฤดูกาล มีทัศนียภาพอันสวยงาม อากาศเย็นสบายตลอดปี เหมาะสำหรับการ พักผ่อน และท่องเที่ยว ทัศนียภาพและความงดงามไม่แพ้เมืองตากอากาศในประเทศสวิตเซอร์แลนด์อำเภอเขาค้อ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดเพชรบูรณ์ ระยะห่างจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ประมาณ 47 กิโลเมตร และห่างจาก อำเภอหล่มสัก ประมาณ 51 กิโลเมตร มีพื้นที่ปกครองประมาณ 1,333 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 833,125 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นป่าและภูเขาน้อยใหญ่ มากมายสลับซับซ้อนคล้ายกับทะเลภูเขา บางแห่งสูงชันมาก จากระดับ น้ำทะเลตั้งแต่ 500-1,400 เมตร เขาค้อเป็นชื่อเรียก รวมบริเวณเทือกเขา น้อยใหญ่ของเทือกเขา เพชรบูรณ์ สำหรับสภาพป่า พื้นที่แถบนี้จะเป็นป่าเต็งรัง หรือป่าผลัดใบ ป่าสน ป่าดินแดง ที่น่าสนใจ คือ "ต้นค้อ" ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ ตระกูลปาล์มลักษณะคล้ายต้นตาล แต่มีผลออกมา เป็นทลายคล้ายหมากพบทั่วไป
สภาพภูมิอากาศมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด ฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นจัด อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยวัดได้ เฉลี่ยประมาณ 3 อาศา ในช่วงเดือน ธันวาคม - กุมภาพันธ์ สำหรับฤดูฝนฝนจะตกซุก ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกพืชไร่ เช่น ขิง ข้าวโพด และมีการปลูกพืชหมุนเวียนอื่น ๆ เช่น กระหล่ำปี ถั่วลันเตา พริก ฯลฯ และได้รับการสนับสนุนให้ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น แฟทชั่นฟรุต ไผ่ตง กาแฟ และไม้ยืนต้นอื่น ๆ
รถยนต์ส่วนตัว- จากเพชรบูรณ์ - เขาค้อ
ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) ถึงสามยกนางั่ว ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตาม ทางหลวงหมายเลข 2258 จะผ่านเนินมหัศจรรย์ จุดชมวิวตลาดพืชผลทางการเกษตร จนถึงสี่แยก สะเดาะพง ถ้าตรงไปจะเห็นทางแยกเข้าพระตำหนักเขาค้อ แต่ถ้าเลี้ยวขวา ไปตามทางหลวง หมายเลข 2196 จะผ่านแยกทางขวา เข้าหอสมุดนานาชาติเขาค้อ ตรงไปถึงสามแยกรื่นฤดี แล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านพิพิธภัณฑ์อาวุธ และอนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ เมื่อตรงไปจะผ่าน ที่ว่าการอำเภอเขาค้อ หน่วยราชการต่างๆ และผ่านพระบรมธาตุเจดีย์กานจนาภิเษก และไร่ บี.เอ็น.
เนินมหัศจรรย์
- มีลักษณะเป็นทางขึ้นเนินเมื่อ จอดรถดับเครื่อง และปล่อยเกียร์ว่าง รถจะไหลขึ้นเนินสูงอย่างน่าอัศจรรย์ ไปเองประมาณ 10 เมตร และจากการพิสูจน์ ปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดจากภาพลวงตา เนื่องจากวัดระดับ ความสูงของเนินจะมี ระดับต่ำกว่า ช่วงที่เป็นทางขึ้นเนิน ดังนั้นรถจึงถอยหลังตามแรงโน้มถ่วงของโลก
- จากเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 (เพชรบูรณ์-หล่มสัก) ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร ถึงสามแยกนางั่ว เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 2258 เริ่มหลักกิโลเมตรที่ 0 เนินมหัศจรรย์ จะอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 17-18
- จากทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) เมื่อได้เที่ยวเขาค้อเต็มอิ่มแล้ว เมื่อมาถึงสามแยกสะเดาะพง เพื่อจะกลับเพชรบูรณ์ ในเส้นทางหลวงหมายเลข 2258 มายังสามแยกนางั่ว เนินมหัศจรรย์ จะอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 17-18 หยุกรถทดสอบได้ ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวจะมีรถจอดทดสอบมาก มาถึงช่วงนี้ต้องระวังให้มากๆ
พระตำหนักเขาค้อ
- พระตำหนักเขาค้อ เป็นจุดสูงสุดของเขาค้อ สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,050 เมตร เมื่อยืนอยู่บริเวณพระตำหนัก จะมองเห็นทัศนียภาพสวยงามมาก เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ มาทรงทำการเปิดอนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ ได้ทรงปรารภว่า บริเวณเขาย่า มีพื้นที่สวยงาม น่าจะจัดทำโครงการ อะไรสักอย่างหนึ่งเพื่ออนุรักษ์ป่า ดังนั้นพระตำหนักเขาค้อ จึงได้ สร้างขึ้น เมื่อเดือน กรกฎาคม 2527 จากความร่วมมือ ของหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อนำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ องค์พระบาท สมเด็จพระเจ้า อยู่หัว สำหรับใช้ประทับแรมในโอกาส ที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาทรงเยี่ยม งานในโครงการพระราชดำริ และทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียง พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ มาทรงทำพิธีเปิด พระตำหนักเขาค้อ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2528
- ลักษณะตัวอาคารพระตำหนักเขาค้อ เป็นอาคารชั้นเดียวติดต่อกัน เป็นรูปครึ่งวงกลม มีอาคารบางส่วน สร้างเป็นสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องบรรทมของประบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ชั้นล่างแบ่งเป็นด้านซ้ายและขวา ด้านซ้ายเป็นห้องพระราชทางเลี้ยง ห้องเสวย และห้องเข้าเฝ้าฯ ส่วนด้านขวาเป็นห้องบรรทมของพระบรมวงศานถวงศ์ ใกล้กับพระตำหนักมีห้องพักของข้าราชบริพาร จำนวน 12 ห้อง สร้างเป็นรูปครึ่งวงกลมเช่นกัน
- บริเวณรอบพระตำหนักจะปลูกดอกไม้สีสันสวยงามหลากหลายชนิดมีบ้านพักทหารม้า บริการให้นักท่องเที่ยวเช่าพัก จำนวน 2 เรือนแถว และนักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์พักแรมบริเวณใกล้กับบ้านพักได้ แต่ต้องเตรียมเครื่องนอนไปให้พร้อม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่สูง ตอนกลางคืนอากาศหนาวเย็นมาก
- นอกจากนี้ ยังมีเส้นทาง สำหรับปีนเขาย่า ขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของ อำเภอเขาค้อ เห็นได้ระยะไกล ทางขึ้นอยู่ติดกับร้านค้าสวัสดิการ ระยะทางประมาณ 300 เมตร แต่ค่อนข้างชัน ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่เดินพิชิตเขาย่าได้ จะมีใบประกศเกียรติคุณมอบให้เป็นที่ระลึก
- เปิดเวลา 06.00-18.00 น.
- ต้องแต่งกายสุภาพ
- ชมได้เฉพาะภายนอกพระตำหนัก หากเป็นช่วงที่มีการเสด็จแปรพระราชฐาน ไม่อนุญาตให้เข้าชม
- จากสี่แยกสะเดาะพง ใช้เส้นทางหมายเลข 2258 ตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะพบสามแยกให้เลี้ยวซ้าย ไปประมาณ 1 กิโลเมตร ช่วงนี้เส้นทางจะชันมาก ให้ขับรถอย่างระมัดระวัง และจะเจอทางแยกให้รถขึ้นและลงคนละทาง ให้ไปตามทางขึ้นจนถึงประตำหนัก การเดินทาง ขึ้นพระตำหนักเขาค้อ ทางขึ้นเขาค่อนข้างชัน การขึ้นเขาต้องใช้ ความระมัดระวังมาก และรถที่ใช้ต้องมีสภาพดี เครื่องยนต์กำลังสูง ในพื้นที่จะมีรถโดยสารรับส่งขาขึ้น-ขาลง
สถานีทดลองเกษตรทึ่สูง เขาค้อ
- เป็นสถานที่ทดลองปลูกไม้เมืองหนาว ของสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ภายในสถานีฯ ได้ปลูกไม้เมืองหนาวที่งดงามมากมายอาทิ เช่น แกดิโอลัส ไฮเดรนเยียร์ ซันเวียร์ พิทูเนียร์ ฯลฯ
- จากสี่แยกสะเดาะพงเลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2258 ประมาณ 4.5 กิโลเมตร ผ่านทางแยกขึ้นพระตำหนักเขาค้อ ก็จะถึงสถานีทดลองเกษตรที่สูงบนเขาค้อ
หอสมุดนานาชาติเขาค้อ
- หอสมุดนานาชาติเขาค้อ สร้างขึ้นโดยความดำริของ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ (นายจรัส พั้วช่วย) และการสนับสนุนร่วมมือ จากประชาชนและ ข้าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งได้ ประกอบพิธีเปิด เมื่อวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน 2538 โดยมีคณะเอกอัครราชทูต ประเทศต่าง ๆ ให้เกียรติร่วมใน พิธีเปิดหอสมุดนานาชาติแห่งนี้
- มีพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เป็นหอสมุดขนาดใหญ่ ออกแบบอย่างสวยงาน เป็นรูปเพชรคว่ำ สร้างด้วย กระจกสะท้อนแสง ด้านหน้าจัดทำเป็นส่วนดอกไม้ นานาพันธ์ ส่วนมากเป็นไม้เมืองหนาว ออกดอกสวยงาม มีพระเจดีย์บรรจุพระพรมสารีริกธาตุ อันเชิญมาจาก ประเทศศรีลังกา และมีหลวงพ่อทบ ขนาดเท่าของจริงเกจิอาจารย์ ที่นับถือของชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ประดิษฐาน บริเวณหอสมุดนานาชาติเขาค้อ ภายในแบ่งหอสมุดแบ่งพื้นที่บริการเป็น 3 ส่วน คือ
- ส่วนแรก เป็นส่วนนานาชาติ ประกอบด้วยชุดรับแขก ตู้โชว์ ตู้เก็บของใช้โบราณเก่าแก่ ทั้งวัตถุของไทยและต่างชาติ เช่น ตาชั่งอายุ 200 ปี กระบุงสมัยสุโขทัย เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒณธรรมของไทย ไว้ให้ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และส่วนนี้ยังเป็นที่เก็บรักษาพระราชอาสน์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราชการที่ 6 เสด็จเยี่ยมราษฎรอำเภอเขาค้อ เมื่อ พ.ศ. 2528
- ส่วนที่สอง เป็นห้องสมุดประชาชนทั่วไป สำหรับบริการนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป
- ส่วนที่สาม เป็นสำนักงานศูนย์บริการ ศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเขาค้อ สำหรับบริการ ด้านการศึกษานอกโรงเรียนทุกรูปแบบ
- ในเดือน ธันวาคม ของทุกปี จะมีการจัดงาน “วันนัดพบเอกอัครราชฑูต ณ เขาค้อ” ที่หอสมุดแห่งนี้เป็นประจำ และที่หอสมุดยังแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณ ทั้งโบราณ
- เปิดเวลา 07.00 – 17.00 น.
- ค่าเข้าชม 10 บาท
- จากสี่แยกสะเดาะพง ไปตามทางหลวงหมายเลข 2196 ประมาณ 2 กิโลเมตร จะเห็นทางเข้าหอสมุด ให้เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 500 เมตร จะถึงที่จอดรถ แล้วเดินเท้าผ่านแปลงดอกไม้ ไปหอสมุด
พระบรมสารีริกธาตเขาค้อ
- เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ที่ได้อัญเชิญมาจาก ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2536 สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาส ทรงครองราชย์ 50 ปี และเป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชน ตลอดนักท่องเที่ยว ในวันสำคัญทางศาสนา จะมีประชาชน และนักท่องเที่ยวร่วมกัน ประกอบพิธี ทางศาสนาเป็นประจำ เช่น พิธีเวียนเทียน มีหลวงพ่อทบขนาดเท่าของจริงเกจิอาจารย์ ที่นับถือของชาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ประดิษฐานใกล้กับเจดีย์
พิพิธภัณฑ์อาวุธ (ฐานอิทธิ)
- พิพิธภัณฑ์อาวุธ (ฐานอิทธิ) ตั้งชื่อตาม พันเอก อิทธิ สิมารักษ์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ยึดพื้นที่เขาค้อคืนจาก ผกค.ในปี พ.ศ.2524 บริเวณนี้เคยเป็นฐานปืนใหญ่ ยิงสนับสนุนการ สู้รบ ปัจจุบันจัดให้ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง มีอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ใช้ในการสู้รบตั้งอยู่มากมาย เช่น เครื่องบินขับไล่ เอฟ 5 รถสายพานลำเลียงพล ปืนใหญ่ ปืนใหญ่ขนาด 105 มม. จำนวน 2 กระบอก ปืนใหญ่ ขนาด 155 มม. ยิงได้ไกล 11 กิโลเมตร 1 กระบอก ฯลฯ
- ภายในอาคารมีห้องบรรยายสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์ ในยุทธภูมิเลือดเขาค้อ มีห้องจัดนิทรรศการ เกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องใช้ เสื้อผ้า อาวุธของคอมมิวนิสต์ ส่วนด้านนอกอาคารยังมีฐานอาวุธ จัดแสดงอาวุธยุทโธปากรณ์ เช่น ซากปืนใหญ่ รถถัง รถแทรกเตอร์ บังเกอร์หลบภัย แต่ละจุดมีป้ายประวัติพร้อมคำอธิบายประกอบ
- เปิดเวลา 07.00 – 17.00 น.
- ค่าเข้าชม 10 บาท
- กรณีมาเป็นหมูคณะ จะจัดเจ้าหน้าที่บรรยายสรุปและฉายวีดีโอ การต่อสู้ที่เขาค้อให้ชม
- จากสี่แยกสะเดาะพง ไปตามทางหลวงหมายเลข 2196 ถึงสามแยกรื่นฤดี ให้เลี้ยวซ้าย ขึ้นเขาไปประมาณ 3 กิโลเมตร ช่วงนี้ทางจะชันมาก จะเห็นพิพิธภัณฑ์ อยู่ทางด้านขวา
- วังน้ำริน
อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ
- อนุสรณ์สถานแห่งนี้ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไป ได้มาทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ วันที่ 17 กันยายน 2526 โดยสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาค ของประชาชนและ ข้าราชการทุกฝ่าย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ได้เสด็จฯ มาเป็นองค์ประธานประกอบ เปิดอนุสรณ์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 เพื่อเตือนใจคนไทยทั้งชาติว่า "ยามใดที่คนไทยขัดแย้งกัน จะต้องมีการสูญเสียอย่างผู้กล้าหาญ 1,171 ชีวีต ที่จารึกไว้กับองค์อนุสรณ์ จงอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก" ทางจังหวัด เพชรบูรณ์ ได้กำหนดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา ให้เป็นวันสมโภช อนุสรณ์สถาน ผู้เสียสละเขาค้อแห่งนี้
- ด้านตรงข้ามเป็นฐานกรุงเทพ เป็นเนินเตี้ยๆ มีหลุมหลบภัย มีฐานยิงปืนใหญ่สนับสนุนการสู้รบกับ ผกค. ในอดีดเป็นฐานแห่งแรกที่ทหารไทยยึดคืนมาได้จาก ผกค. และเป็นจุดวางแผนในการปฎิบัติงานวางแผนในการสู้รบ เมื่อยืนอยู่ที่ฐานกรุงเทพ สามารถมองเห็นเส้นทางคดเคี้ยว ที่เชื่อมต่อกัน เห็นทัศนียภาพของอำเภอเขาค้อ ได้ชัดเจนที่สุด เหมาะสำหรับการถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึก..
- ที่ยอดเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยส่วนราชการ พลเรือน และประชาชนชาวไทย ได้ร่วมจัดสร้างน้อมเกล้าถวาย เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ.2539 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องใน วโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน และทรงประกอบพิธีเปิด เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543
พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก ออกแบบ ให้มีเอกลักษณ์ ศิลปพุทธสถานทางภาคเหนือ และเป็นสถาบัตยกรรม สมัยสุโขทัย และรัตนโกสินทร์ ประยุกต์ ที่ผนังของฐานด้านล่าง เป็นแบบย่อมุม ไม้สิบสอง ซึ่งมีการใช้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ฐานชั้นบน มีผนังเป็น 8 เหลี่ยม เป็นลักษณะที่มีการใช้ตั้งแต่ สมัยทวารวดี บริเวณเหนือซุ้มคูหา ตอนบนของ องค์เจดีย์ เป็บกลีบบัวรับองค์ ระฆังทรงกลม แบบสมัย อยุธยา ถัดขึ้นไปตอนบนเป็นบัลลังค์รับบัวกลุ่ม 5 ชั้น ทางคติมีความหายถึงพระเจ้า 5 พระองค์ |
บริเวณฐานชั้นล่างนี้ มีซุ้มคูหา 4 ด้าน ภายในประดิษฐาน พระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศ และบริเวณบาน 8 เหลี่ยม ตอนบนมีซุ้ม คูหาขนาดใหญ่ และเล็กสลับกัน ซึ่งซุ้มคูหาขนาดใหญ่ ภายในประดิษฐาน พระพุทธรูป 4 ทิศ | |
องค์พระบรมธาตุเจดีย์ มีความสูง 69 หลา เพื่อเป็นนิมิตหมายถึง พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 69 พรรษา ฐานเจดีย์กว้าง 39 หลา หมายถึงปีพุทธศักราช 2539 |
สวนสัตว์เปิดเขาค้อ
- เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รับผิดชอบโดยกองอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ มีสัตว์ป่าเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์หลายชนิด เช่น กระทิง กวาง ละมั่ง กระจง หมู่ป่า ลิง เม่น นกนานาชนิด และ จามจุรี ที่เพิ่งจะได้รับมาจากประเทศจีน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ที่เป็นสภาพป่าตาม ธรรมชาติ เส้นทางเข้า-ออก เชื่อมติดต่อกับสถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ
อำเภอน้ำหนาว
อุทยานน้ำหนาว
- อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อยู่ในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอคอนสาน จังหวัดชัยภูมิ เป็นอุทยานแห่งชาติที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวเขตกั้นระหว่างภาคอีสานและภาคเหนือ สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นเทือกเขาสูง มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นต้นน้ำลำธาร มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง มีเนื้อที่ประมาณ 966 ตารางกิโลเมตร หรือ 603,750 ไร่ ได้ประกาศจัดตั้งเป็น "อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว" เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2515
- ป่าน้ำหนาวเป็นเขตกั้นระหว่างภาคอีสานและภาคเหนือสภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นเทือกเขาสูงทอดยาวผ่านจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะภูผาจิต ภูกุ่มข้าว และเทือกเขาโดยรอบประกอบขึ้นเป็นป่าต้นน้ำลำธาร ต้นกำเนิดของลำธารสายยาว เช่น แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำพอง แม่น้ำเลย ห้วยขอนแก่น ห้วย น้ำเขิญ ซึ่งไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนจุฬาภรณ์
- โดยทั่วไปอากาศหนาวเย็นในตอนดึกและตอนเช้า ส่วนใหญ่ตอนกลางวันอากาศเย็นสบาย จึงกล่าวได้ว่า อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 25 องศาเซลเซียส ในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ส่วนใหญ่ฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นมาก จนบางครั้งน้ำค้างจะกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในเดือนธันวาคมและมกราคม ซึ่งในบางปีอุณหภูมิจะลดต่ำถึงศูนย์องศาเซลเซียส
พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
อำเภอศรีเทพ
- ป่าน้ำหนาวเป็นป่าไม้ผืนใหญ่ติดต่อกัน ประกอบด้วยป่าหลายชนิด คือ ป่าเต็งรัง หรือ ป่าแดง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และทุ่งหญ้า มีพรรณไม้มีค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ไม้ประดู่ แดง มะค่า ชิงชัน เต็ง รัง ยาง ตะเคียน สนเขา ก่อ สมุนไพร และกล้วยไม้ต่าง ๆ เนื่องจากป่าส่วนหนึ่งเป็นป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้าและป่าดิบ มีดินโปร่งและน้ำไหลผ่านตลอดปี จึงทำให้ป่านี้มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เช่น ช้าง กระทิง วัวแดง กวาง เก้ง หมีควาย หมีคน เลียงผา หมาป่า กระจง เม่น หมูป่า และกระต่ายป่า สำหรับช้างป่านั้นมีอยู่ทั่วไป ซึ่งเราจะเห็นกองมูลช้างที่ถ่ายไว้ริมทางหลวงอยู่เสมอ นอกจากนี้ป่าน้ำหนาวยังมีเสือโคร่ง เสือดาว ค่าง
- นอกจากนี้ ยังมีนกชนิดต่าง ๆ มากกว่า 200 ชนิด ตามทางเดินในป่าจะพบนกสีสวย ๆ อยู่เสมอ เช่น นกแก้ว นกขุนแผน นกหก นกพญาปากกว้าง นกเดินดง นกแต้วแร้ว นกโพระดก นกหัวขวาน นกเงือก นกกระจ้อย นกกินแมลงชนิดต่าง ๆ ไก่ฟ้าพญาลอ และไก่ป่า เป็นต้น และยังมีความหลากหลายของผีเสื้อมากกว่า 340 ชนิด
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
ชื่อเมืองศรีเทพปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในเอกสารนิทานโบราณคดีโดยมีข้อมูล ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจ ราชการมณฑลเพชรบูรณ์เมื่อ พ.ศ.2447 ทรงตั้งพระทัยสืบหาโดยที่เคยพบชื่อเมืองศรีเทพในทำเนียบเก่าบอกรายชื่อหัวเมือง และในสมุดดำเล่ม หนึ่งว่ามีเส้นทางหนึ่งไปยังสระบุรีเมืองชัยบาดาล เมืองศรีเทพ และเมืองเพชรบูรณ์ ทรงตั้งสมมุติฐานว่า เมืองศรีเทพคงอยู่ ในลุ่มแม่น้ำป่าสัก ระหว่าง เมืองชัยบาดาลกับเมืองเพชรบูรณ์และ พบว่าในป่าแดงใกล้เมืองวิเชียรบุรี มีเมืองโบราณ ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งชื่อเมืองี่ อภัยสาลีซึ่งเป็นชื่อที่พระธุดงค์ และชาวบ้านเรียกขานกันตาม ตำนานนิทานพื้นบ้านเมื่อเสด็จมาสำรวจ เมืองอภัยสาลีได้พบโบราณวัตถี่ ุโบราณสถานต่าง ๆ มากมายได้สันนิษฐานว่า เมืองโบราณแห่งนี้คงจะเป็นเมืองเดียวกับ เมืองศรีเทพี่ ที่ปรากฏชื่อ อยู่ในเอกสาร นับได้ว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียกชื่อเมืองแห่งนี้ว่า เมืองศรีเทพเป็นพระองค์แรก และมีการเรียกขานชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน เมืองศรีเทพ สร้างขึ้นในสมัยยุคขอมเรืองอำนาจ ซึ่งคาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี โดยดูจากหลักฐาน ทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัว และมีความเจริญสูงสุดทางด้านสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม ซึ่งสันนิษฐานว่า จะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 18 เป็นดินแดนแห่งตำนานที่เคยเป็นมหานคร ที่เจริญรุ่งเรือง มาก่อนเช่นเดียวกับเมืองที่ ดงศรีมหาโพธิ์ ในจังหวัดปราจีนบุรีมีอายุมากกว่า 1,000 ปี มีเนื้อที่ 2,889 ไร่ คาดว่าจะมีคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ อาศัยอยู่ก่อนแล้ว มีการพัฒนาต่อเนื่องขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งจะเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น และ กลายเป็นเมืองศรีเทพ ที่มีการรับทั้งศาสนาพุทธและฮินดูเข้ามาในช่วงต่างๆ |
สถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
โบราณสถานเขาคลังใน
เป็นโบราณสถานที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม ผังพื้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลัก มีฐานมีปูนปั้นรูปบุคคล และสัตว์ประดับ เป็นศิลปะแบบทวารดีลักษณะผังเมือง จะเห็นว่าเขาคลังในตั้งอยู่เกือบกลางเมือง เช่นเดียวกับเมืองทวารดี หรือเมืองอื่นๆ เช่น นครปฐมโบราณ เมืองคูบัว ราชบุรี และจากรายละเอียดปูนปั้น บุคคลและลวดลาย มีลักษณะศิลปะแบบเดียวกับ ที่พบที่เมืองคูบัว โบราณสถาน บ้านโคก ไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ และวัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี อายุสมัยการก่อสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 – 12
ปรางค์ศรีเทพ
ปรางค์สองพี่น้อง
ลักษณะเป็นปรางค์ 2 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เช่นเดียวกับปรางค์ศรีเทพ มีประตูทาง เข้าทางเดียว จากการขุดแต่งทางโบราณคดี พบทับหลังที่มีจำหลักเป็นเป็นรูปพระอิศวรอุ้มนางปารพตี ประทับนั่งอยู่เหนือโคอศุภราช ซึงมีลักษณะของทับหลัง และเสาประดับกรอบประตู เป็นสิ่งกำหนดอายุของปรางค์ ซึ่งอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 –17 เป็นศิลปะขอมแบบ บาปวน ต่อนครวัด และได้มีการสร้างปรางค์องค์เล็กเพิ่มโดยพบร่องรอยการสร้างทับกำแพงแก้ว ล้อมรอบปรางค์องค์ใหญ่ ซึ่งอยู่ใต้ ปรางค์องค์เล็ก และยังมีการก่อปิดทางขึ้น โดยเสริมทางด้านหน้าให้ยื่นออกมา และก่อสร้างอาคารขนาดเล็กทางทิศเหนือเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ระหว่างตัวปราสาททั้งสองแห่ง คือปรางค์สองพี่น้องและปรางค์ศรีเทพ มีกำแพงล้อมรอบ และมีอาคารประรำพิธีขนาดเล็ก กระจัดกระจาย อยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นถึงลักษณะการวางผัง ในรูปของศาสนสถานศิลปะเขมรแบบเดียวกับ ที่พบในภาคอีสานของประเทศไทย
โบราณสถานอื่น ๆ
นอกจากโบราณสถานหลักแล้วยังมีโบราณสถานย่อย ๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น ทิศใต้ของเขาคลังใน พบโบสถ์ก่อด้วยศิลาแลง พบใบเสมาหิน บริเวณใกล้หลุมขุดค้นมีโบราณสถาน รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสมัยทวารวดี และมาก่อสร้างทับในระยะที่มีการ รับเอาศาสนา พราหมณ์เข้ามา จึงเห็นได้ว่าบริเวณเมืองชั้นเดิม น่าจะเป็นเมืองแบบทวารวด และมีการสร้างสถาปัตยกรรมเขมร ในระยะหลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ทางทิศใต้ยังอาคารมณฑปแบบทวารวดี ขนาดใหญ่และมีการพยายามเปลี่ยนแปลง ให้เป็นเทวาลัยประมาณต้นศตวรรษที่ 18 แต่ไม่สำเร็จ เช่นเดียวกับปรางค์ศรีเทพ
สระแก้วสาระขวัญ
สระแก้วจะอยู่ทางทิศเหนือด้านนอกเมือง ส่วนสระขวัญอยู่ภายในบริเวณเมือง สระน้ำทั้งสองสระ จะมีน้ำขังอยู่ตลอด เป็นน้ำที่เชื่อกันว่า ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในอดีตได้นำน้ำจากสระทั้งสอง ไปประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา